วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ตอนที่ 21 – เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งในฮ่องกง

เขียนเรื่องต่างๆ ในฮ่องกงมาก็เยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง นครนิวยอร์คแห่งเอเชียแปซิฟิค ที่เป็นแหล่งธุรกิจการเงิน (financial hub) ของเอเชีย หรือไม่ว่าจะเป็นเมืองแห่งการชอปปิ้งที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีที่ให้ช้อปจับจ่ายกันทั้งนั้น ส่วนเรื่องการทำงาน การเรียนหรือการรับปริญญาที่นี่ก็มีสีสันไม่แพ้ที่อื่น จะลำบากอยู่หน่อยก็ตรงเรื่องการบริหารพื้นที่ใช้สอยให้ดีเท่านั้นล่ะครับ ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าฮ่องกงนั้นต้องคำนึงถึงพื้นที่ในแนวตั้งให้สำคัญพอๆ กับแนวนอน ก็ต้องขอขอบคุณคนที่ประดิษฐ์ลิฟท์ขึ้นมาให้ใช้กันล่ะครับ

ถึงกระนั้น ยามว่างของที่นี่ก็สามารถหลบจากความสับสนวุ่นวายของสังคม ออกมาแอบทำบรรยากาศสันโดษ นั่งจิบกาแฟบนคอนโดริมทะเล (ในบ้านของเพื่อน) หรือไม่ก็หลบไปอยู่เกาะเล็กๆ ซักเกาะตั้งแต่เช้า แล้วค่อยกลับมาตอนเย็นก็ยังได้ หนักเข้าหน่อยก็ต้องเข้าออฟฟิตไปทำงานเลย

แต่คราวนี้ก็ลองมาดูเรื่องราวเกี่ยวกับคนธรรมดาๆ ของคนที่ใช้ชีวิตในฮ่องกงอย่างธรรมดาๆ บ้างครับ

เนื่องจากในฮ่องกงเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับ ถึงแม้ห้างร้านและแหล่งช้อปปิ้งก็ปิดกันเที่ยงคืน แต่ที่เที่ยวกลางคืนและคาราโอเกะก็เปิดกันโต้รุ่งถึงเช้า ส่วนการคมนาคมก็สะดวกยิ่งนัก แถมไม่ต้องกลัวขโมยหรืออาชญากรรม เพราะที่นี่กฎหมายก็เคร่งครัดเหมือนกัน เพื่อนในฮ่องกงบอกอยู่เสมอว่า การก่ออาชญากรรมที่นี่ได้ไม่คุ้มเสียหรอก แล้วคนที่นี่ก็ไม่คิดสั้นไปก่ออาชญากรรมให้เปลืองตัวด้วยครับ เค้าบอกว่าอย่างนั้นครับ ขนาดยังมีคนวิ่งรอบสนามแบบที่เหมือนกับสวนลุมในช่วงตอน 4 - 5 ทุ่มได้เลย แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีแหละว่ากว่าที่เมืองไทยจะไปถึงจุดนั้นได้จะต้องใช้เวลากันแค่ไหน คิดว่าการศึกษาของคนในประเทศคงมีส่วนสำคัญอยู่ไม่น้อย

ในเมื่อรถไฟฟ้าก็ปิดหลังเที่ยงคืน เรือหรือรถเมลล์ก็เปิดกันตลอด 24 ชั่วโมง ไฉนเลยที่คนฮ่องกงจะอยู่แต่ในบ้านในช่วงคืนวันศุกร์หรือวันเสาร์ แถมร้านค้าก็เปิดกันตอนเกือบเที่ยง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่คนในเมืองฮ่องกงจะเริ่มตื่นกันอีกทีก็สายเกือบเที่ยงวัน ปกติอาจจะตื่นกันตอนประมาณ 11 โมงเช้า แล้วก็แต่งตัวออกจากบ้านไปกิน ติ่มซำ กันตอนประมาณบ่ายโมง ซึ่งเป็นช่วงที่ร้านอาหารทุกร้านในเกาะฮ่องกงขายดีกันเป็นที่สุด

ขอบอกนะครับว่าถ้าจะกินติ่มซำตอนวันอาทิตย์ ขนาดว่าโทรจองแล้วยังต้องไปต่อคิวหน้าร้านอย่างน้อยซักครึ่งชั่วโมงเลย แต่ถ้าไม่ได้โทรจองไว้ล่ะก็ ต้องรอเป็นชั่วโมงครับ ประมาณว่าเอาบัตรคิว แล้วค่อยไปเดินช้อปปิ้งซักรอบก่อน ถึงจะกลับมากินได้ อันนี้เรื่องจริงนะครับ เพราะพื้นที่ในฮ่องกงก็แพงด้วย ร้านอาหารเค้าไม่สุ่มสี่สุ่มห้ามีพื้นที่เหลือไว้ให้เปลืองต้นทุนด้วย เพราะฉะนั้นการจะประกอบธุรกิจด้านอาหารนั้น ค่าเช่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการอยู่รอดของธุรกิจ


ยิ่งอากาศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นช่วงที่สบายๆ เพราะพอตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกอยากอยู่บนเตียงในบรรยากาศแบบสบายๆ แบบที่อากาศกำลังเย็นแต่ไม่ถึงกับหนาว ความชื้นก็กำลังพอเหมาะ ซึ่งที่ฮ่องกงต้องดูความชื้นเป็นส่วนสำคัญด้วย บางวันแห้งมากจนผิวแตก (โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว) ส่วนบางวันก็ชื้นมากจนรู้สึกแฉะไปหมด (โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน) เวลาจะลุกขึ้นจากเตียงก็เลยต้องใช้กำลังใจกันมากหน่อยในช่วงนี้ การนั่งรถเมล์ก็สะดวกมาก ยกตัวอย่างเช่น จากบ้านของผมนั้นใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็ไปลงที่ Time Square ที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งหลักในเกาะฮ่องกงได้ แล้วถ้าไปถึงร้านอาหารก่อนเที่ยงก็รับรองว่ามีที่ได้กินอยู่แล้ว เพราะคนฮ่องกงยังไม่ได้ออกมาเดินพลุกพล่าน จะมีก็คนที่ออกมาหลบคนที่คับคั่งตอนบ่ายโมงเท่านั้น

วันอาทิตย์ในฮ่องกงนี้จะมี ปรากฎการณ์อย่างหนึ่งที่แปลกตาไม่เหมือนที่อื่น นั่นก็คือ วันอาทิตย์จะเป็นวันหยุดของเหล่าแม่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นชาวฟิลิปปินส์หรือชาวอินโดนีเซีย เพราะพวกนี้จะพูดภาษาอังกฤษได้ คนฮ่องกงจึงจ้างเอาไว้เป็นแม่บ้านกันเยอะ และโดยเฉพาะในช่วงระยะหลังๆ นี้ ได้ยินอยู่เหมือนกันว่าบรรดาชาวฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียนี้มีอยู่ถึงประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในฮ่องกงทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจะเห็นแม่บ้านทั้งหลายออกมาอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อออกมาปิคนิคหรือร้องรำทำเพลงกัน ไม่ว่าจะเป็นแถวสวนวิคตอเรียปาร์ค (ที่เหมือนสวนลุม) สะพานลอยทางเชื่อมเข้าห้างต่างๆ หรือ จุดท่องเที่ยวในตัวเมือง ซึ่งรวมแม้กระทั่งห้องสมุด เป็นต้น ดังนั้นพื้นที่สาธารณะต่างๆ ถึงดูคับคั่งเป็นพิเศษ และดูไม่เหมือนบรรยากาศฮ่องกงในวันเสาร์เลย


แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนทั่วไปก็คำนึงถึงการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น บรรดาเหล่าร้านค้าก็ลดกระหน่ำเป็นพิเศษ โดยที่เวลาไปทางไหนก็เจอแต่ลดกระหน่ำกันทั้งนั้น เหมือนที่เคยกล่าวไว้ข้างต้นว่าพื้นที่ของฮ่องกงนั้นมันแพง เก็บของเอาไว้ในสต๊อกก็เสียค่าพื้นที่ไปเปล่าๆ และถ้าเศรษฐกิจในฮ่องกงไม่ดี หน้าที่การงานของแต่ละคนก็อาจจะมีภาระหนักขึ้น แต่ก็ต้องถือว่าเป็นช่วงที่ท้าทายความสามารถอีกอย่างหนึ่ง อย่างที่โบราณเค้าว่าไว้ว่า ผู้กล้าจำต้องเกิดให้ถูกยุค หรือนักรบจะโดดเด่นในช่วงสงครามเท่านั้น ช่วงเวลาเหล่านี้ก็ขอให้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสแล้วกันครับ