วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ตอนที่ 1 – เปิดตัวนิราศฮ่องกง

ผมได้มาทำงานประจำอยู่ที่ฮ่องกง ซึ่งตอนนั้นไฟยังแรงๆ เหมือนวัตถุไวไฟก็ไม่ปาน จากนั้นเมื่องานเริ่มเข้าที่เข้าทาง ผมจึงลองกระโดดเข้าไปสมัครเรียนปริญญาโทต่อภาคค่ำในฮ่องกงดู ตอนแรกก็คิดแค่อยากจะเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มแบบธรรมดา ไม่ต้องใส่ไข่ให้พิเศษอะไรซะมากมาย แต่ไปๆ มาๆ กลับได้ทุนให้เรียนวิศวกรรมการเงินที่ฮ่องกงก็เลยทำให้ตัดใจไม่ได้ สุดท้ายเลยหลงใหลกับการเรียนพร้อมๆ กับทำงานไปด้วยอย่างหัวปักหัวปรำ เพราะทุกคนก็คงจะทราบหรือพอได้ยินกันมาอยู่ล่ะครับว่า คนฮ่องกงนั้นทำงานเป็นบ้าเป็นหลังและขึ้นชื่อว่าเป็นพวกบ้างานที่สุดในโลก ซึ่งในที่สุดผมก็สามารถค้นคว้าหาสาเหตุมาอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้ครับ

แนะนำตัวเท่านี้ยังไม่พอเพราะเริ่มติดใจ หลังจากที่ทำงานไปด้วยก็มีย้ายงานย้ายบริษัทเพื่อลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ไปด้วย โลกระหว่างการทำงานและการเรียนทั้งสองโลกนี้ดูเหมือนเส้นคู่ขนานกันทีเดียวครับ การจะจับให้มันสมดุลกันได้นี่ช่างยากเย็นยิ่งนัก นี่ยังไม่รวมการเข้าสังคมกับคนในฮ่องกงซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนฮ่องกงซะทั้งหมด ยังมีคนอีกหลายๆ สัญชาติเข้ามาทำงานในประเทศนี้กันเยอะเพราะเป็นประเทศที่ปลอดภาษี แล้วสังคมเพื่อนฝูงในเมืองไทยบ้านเกิดผมล่ะ จะเอาเวลาไปไว้ที่ไหน ถ้ามีวิชานินจาเหมือนอย่างหนังการ์ตูนญี่ปุ่นก็คงจะขอแยกร่างซัก 10 ร่าง
เขียนแนะนำโฆษณาชวนเชื่อไปซะยาว แต่สิ่งที่แน่ๆ ก็คือประสบการณ์การทำงานและการศึกษาในฮ่องกงซึ่งเป็นเมืองที่เรียกว่านิวยอร์คซิตี้ในเอเชียแปซิฟิคก็ว่าได้ อันนี้ไม่ได้แต่งเอาเองนะครับ แต่เป็นสโลแกนของเมืองฮ่องกงเค้าจริงๆ เพราะสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคก็ล้วนแล้วแต่มาตั้งอยู่ในฮ่องกงทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะบอกว่าฮ่องกงเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางของแหล่งการเงิน (Financial hub) ของภูมิภาคนี้

ที่เรียกว่าฮ่องกงเป็นเมืองไม่ใช่ประเทศนั้นก็เพราะว่าอังกฤษได้คืนประเทศฮ่องกงให้กับประเทศจีนเมื่อปี ค.ศ.1997 นั่นเอง ซึ่งหลังจากนั้นฮ่องกงก็อยู่ในรูปการปกครองแบบ 1 ประเทศ 2 ระบบ ถ้าใครยังนึกภาพกันไม่ออก ก็ลองนึกระบบการปกครองประมาณว่า กรุงเทพฯ กับ พัทยา ซึ่งอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่พัทยามีเขตการปกครองพิเศษ อะไรทำนองนี้ล่ะครับ ไม่ทราบยิ่งทำให้งงกันไปหรือเปล่า
ดังนั้นเมืองฮ่องกงในตอนนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน โดยประมาณแล้วฮ่องกงจะมีประชากรอยู่ประมาณ 7 8 ล้านคน ซึ่งก็พอๆ กับประชาการในกรุงเทพฯ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นพื้นที่ในเมืองฮ่องกงทั้งหมดก็กว้างพอๆ กับกรุงเทพฯ อีกเช่นเดียวกัน ถึงตรงนี้แล้วหลายคนก็คงคิดว่าอย่างนั้นที่ว่าฮ่องกงเป็นประเทศที่แออัดก็ไม่จริงสิ หรือว่ากรุงเทพฯ นั้นกลายเป็นเมืองแออัดไปแล้วกันแน่

สงสัยกันไม่ต้องนานครับ เพราะว่าพื้นที่ใช้สอยจริงๆ ในฮ่องกงนั้นเล็กกว่ากรุงเทพฯ ตั้งเยอะ ไหนเลยจะเป็นภูเขาลุ่มๆ ดอนๆ หรือไม่ก็เป็นทะเลที่แบ่งฮ่องกงออกเป็นเกาะต่างๆ โดยฮ่องกงไม่ได้มีอยู่แค่เกาะเดียวนะครับ ยังคงมีเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่กระจายๆ กันไปด้วย ได้คุยกับสถาปนิกในฮ่องกงดูจึงรู้ว่างานสถาปนิคในฮ่องกงนั้นก็ท้าทายน่าดูทีเดียว เพราะเดี๋ยวมีบ้านเอียง บ้านบนเนินเขา แล้วก็ต้องออกแบบพื้นที่ใช้สอยกันให้ดีๆ เพราะที่นี่เค้าคิดค่าเช่ากันเป็นตารางฟุตต่อเดือนเลยทีเดียวครับ

ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนของฮ่องกง ทุกเกาะมีที่ให้ช้อปปิ้งเหมือนกันหมด ดังนั้นยังมีแหล่งช้อปปิ้งลับที่นักท่องเที่ยวยังไม่รู้อีกเหมือนกัน แต่นี่ไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับรายการเที่ยวไม่ง้อทัวร์ ดังนั้นเรื่องที่เขียนคงจะไม่ใช่เรื่องเที่ยวทั้งหมดซะทีเดียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น