ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยได้เดินออกไปช้อปปิ้งเท่าไร จะไปเดินเที่ยวก็ตอนที่มีคนไทยมาเยี่ยมผม (และเสื้อผ้าที่ลดกระหน่ำ) เท่านั้น เพราะเวลาที่แบ่งไว้ก็จะมีเพื่อไว้ทำงาน พอทำงานเสร็จที่เหลือก็คิอการไปเรียนหนังสือ เรียนปริญญาของวิศวกรรมการเงินน่ะยังไม่เท่าไร แต่ MBA ที่ฮ่องกงเนี่ยค่อนข้างหนักมาก มีทั้งโปรเจคเดี่ยว โปรเจคกลุ่ม แล้วก็การบ้าน นี่ยังไม่รวมถึงสอบย่อย แล้วก็สอบใหญ่ แล้วถ้าเวลาเหลือจริงๆ ก็เอาไปใช้ออกกำลังกายซะหมด
ฮ่องกงเนี่ยจะมีช่วงลดกระหน่ำปีละ 2 ครั้ง ก็คือลดกระหน่ำเสื้อผ้าหน้าร้อน กับลดกระหน่ำเสื้อผ้าหน้าหนาว ซึ่งแน่นอนว่าช่วงที่ผมเดินชนกับคนไทยบ่อยที่สุดก็คือช่วงลดกระหน่ำเสื้อผ้าหน้าร้อน แล้วปกติเวลาเค้าลดกระหน่ำกันก็เพื่อจะเอาของใหม่ที่เป็นเสื้อผ้าหน้าหนาวเข้ามาลง เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ฮ่องกงกันมาเป็นปีๆ แล้วผ่านร้อนผ่านฝนผ่านฤดูการลดกระหน่ำกันมาหลายวาระแล้วก็จะรู้ว่า ช่วงที่จัดการลดกระหน่ำในแต่ละปีนั้นจะเริ่มวันไม่ตรงกัน แถมช่วงระยะเวลาที่ลดราคาก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในปีนั้นด้วย
หลักที่ผมจับได้มีอยู่ง่ายๆ ก็คือการลดกระหน่ำจะทำในช่วงรอยต่อระหว่างหน้าร้อนที่กำลังเข้าหน้าหนาว ยิ่งเข้าช่วงรอยต่อเท่าไร ระดับความหักห้ามใจในการซื้อก็จะเริ่มสั่นคลอนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ก็เพราะมันค่อยๆ ลดจาก 20% ไปเป็น 30% แล้วก็กลายเป็น 50% บางปีเมื่อวานซื้ออยู่ดีๆ ที่ 70% พรุ่งนี้ติดเป็น 90% ลดราคาไปซะแล้ว แต่ตอนที่ซื้อในราคาที่เราคิดว่าถูกมากๆ แล้วมันก็ยังเหมือนกับการเสี่ยงพนันอยู่เนืองๆ เหมือนกัน เพราะถ้าไม่ซื้อที่ราคานี้ เกิดวันพรุ่งนี้เค้าไม่ลดแล้วนี่ก็เท่ากับว่าเราชวดอดซื้อของชิ้นนั้นไปเลย (นึกแล้วก็เคยเสียดาย ที่บางปีคาดคะเนไว้ผิด) แล้วก็จะให้ไปเดินแหล่งช้อปปิ้งบ่อยๆ ก็ไม่ค่อยจะมีเวลาซะด้วย ดังนั้นการหาช่วงลดราคาที่เหมาะที่สุดนี่มันก็ยากพอๆ กับการจับจังหวะการซื้อหุ้นเลยนะครับเนี่ย
การลดกระหน่ำจะทำในช่วงรอยต่อระหว่างหน้าร้อนที่กำลังเข้าหน้าหนาว
เสื้อผ้าบางยี่ห้อเนี่ยถ้าไปซื้อที่เมืองไทยจะตกตัวละ 2 – 3 พันบาท ขายในราคาปกติที่ฮ่องกงตัวกว่าพันกว่าบาท แล้วลองคิดว่าในช่วงลดกระหน่ำแล้วจะเหลือตัวละกี่บาทนี่สิครับ ราคาเสื้อถูกกว่าซื้อในสยามฯ เป็นไหนๆ ตั้งเยอะ ปุ่มหักห้ามใจก็เลยพัง เป็นอันต้องไปช้อปกับเค้าเหมือนกัน
ที่ว่าเหมือนกันก็คือ ในช่วงลดกระหน่ำนี้จะมีทัวร์คนไทยลงกันเยอะมากๆ แล้วก็จะมีเพื่อนมาเยี่ยมเยียนและเป็นห่วงเรา (และบัตรลดของเรา) เป็นพิเศษ ผมก็จะเดินตามไปเป็นเพื่อนช้อปปิ้งให้เพื่อนๆ ด้วย ส่วนมากก็จะตั้งใจแค่จะคอยเดินตามถือของให้ แต่ไปๆ มาๆ พอดูบิลแล้วเรากลับช้อปเยอะกว่าคนอื่นทุกที ไม่รู้เป็นโรคอะไรครับ เพื่อนๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ถ้าลองมาคิดดูแล้วอาจเป็นเพราะว่าวิธีมองการใช้ค่าครองชีพในฮ่องกงนั้นต่างกับเมืองไทยค่อนข้างมาก (อันนี้เป็นอีกหัวข้อนึงที่จะได้กล่าวถึงกัน)
พออยู่มานานหลายปี ผมก็เริ่มจับทางการลดราคาได้ถูก ถ้าขึ้นป้ายว่า SALE เฉยๆ มันเป็นเพียงแค่สัญญาณเตือนบอกให้คอยเก็บตังค์เอาไว้ได้แล้วนะ แต่ยังไม่ต้องซื้อ แล้วก็ลองดูสภาพดินฟ้าอากาศว่าปีนี้หน้าหนาวมันเข้าเร็วหรือช้ากว่ากำหนด ดูไต้ฝุ่น ดูสภาวะเศรษฐกิจซักนิด แล้วก็กะเวลาไปเดินแหล่งช้อปปิ้งอีกที พอโผล่มาอีกทีมันก็จะ SALE เยอะขึ้น ทีนี้เราก็ต้องมาดูด้วยว่าเสื้อผ้าแบบที่สวยๆ นั้นเบอร์มันร่อยหรอลงไปเท่าไหร่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงของราคามันเป็นเท่าไร เสื้อแบบที่มีคนซื้อเยอะอยู่ในช่วงนี้ก็จะยังลดไม่ค่อยเยอะนัก ก็ให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ รอดูก่อน
เดี๋ยวตอนหน้ามาดูต่อกันครับว่าเทคนิคการซื้อเสื้อผ้าตอนลดกระหน่ำ เท่าที่ผมใช้เวลาสังเกตมา (จนเกือบจะกลายเป็นงานวิจัย) ไปแล้วนั้นจะเป็นอย่างไร แล้วก็มีเคล็ดน้อยๆ ที่จะบอกว่ามาฮ่องกงช่วงไหนถึงจะช้อปได้สะใจที่สุด (อันนี้มีคนถามมาตลอดครับ)
ยังกะซื้อหุ้นจริงๆนะท่าน ๕๕
ตอบลบ