ถ้าช่วงไหนงานหนักหรือมีเพื่อนมาเที่ยวบ่อย เกรดการเรียนเราก็แย่ลงมาหน่อยเป็นธรรมดา หรือถ้าจะอ้างว่าผลการเรียนของเรามันขึ้นอยู่กับภาวะการลดกระหน่ำในฮ่องกง มันก็กระไรอยู่ เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวเองต่างหากว่าอยากจะบริหารเวลาแบบไหน แล้วจะว่าไป งานสมัยนี้มันก็มีล้นพ้นมือจนอยากได้มือได้แขนเหมือนปลาหมึก ขนาดถ้ามีได้พร ทำงานวันละ 30 ชั่วโมง (ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นพรหรือคำสาปดี) ก็ไม่มีทางทำเสร็จ การบริหารเวลาจึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นในการเอาตัวรอดให้ได้ในฮ่องกง ถัดมาก็คือการบริหารอารมณ์และจิตใจตัวเอง ดังนั้น... เรามาพูดเรื่องช้อปปิ้งกันต่อเถอะครับ
วิธีการที่ผมใช้ในการเสาะแสวงหาช่วงจังหวะที่ดีในการซื้อของลดกระหน่ำก็คือเวลานัดเพื่อนฮ่องกงกินข้าว ก็กินแถวแหล่งช้อปปิ้งนั่นแหละ เวลาเดินผ่านจะได้ใช้สายตากวาดมองได้ แต่อย่าถลำเข้าไปในร้านเด็ดขาดนะครับ เพราะทุกครั้งที่แค่กะจะเข้าไปด้อมๆ มองๆ ทีไร เป็นตัวเบากระเป๋าลีบกลับออกมาทุกที ถ้าไม่ซื้อให้ตัวเอง ก็มีจิตใจซื้อเผื่อไปให้ถึงญาติพี่น้องพ้องพื่อน ให้มันได้อย่างนั้นสิ
ให้รอไปจนถึงตอนที่ห้างใหญ่ๆ เค้าแขวนป้าย FINAL SALE ซะก่อน ถ้ามาถึงช่วงนี้แล้วล่ะก็ ต่อมนักช้อปก็จะเกิดความอยากขึ้นมา ถ้าเห็นเสื้อผ้าที่ถูกใจน่าซื้อก็เริ่มซื้อได้เลยครับ อันนี้รับรองว่าถูกจริง ซื้อ 1 ทิ้ง 1 ยังได้เลย
อย่างเสื้อสูทพร้อมกางเกงที่ขายทั้งชุดในเมืองไทยตัวละเกือบหมื่นบาท ขายที่ฮ่องกงเป็นเซ็ตชุดละ 1400 เหรียญฮ่องกง (1 เหรียญฮ่องกง = 4.4 บาท) พอเข้า FINAL SALE แล้วก็อาจจะเหลือแค่ตัวละ 650 เหรียญฮ่องกง แล้วถ้าใช้บัตรลดของสมาชิกกิตติมศักดิ์อีกก็จะได้ลดซ้ำลดซ้อนเข้าไปอีก
โดยเฉพาะถ้า FINAL SALE ไปซักระยะแล้ว บางที่จะเปลี่ยนป้ายขึ้นเป็น CLEARANCE หมายถึงว่าจะโละเลย แล้วก็จะมีอยู่ให้เห็นช่วงนาทีทองแบบนี้แค่ไม่กี่วันของปีเท่านั้น ช่วงนี้ต้องขึ้นกับดวงครับ เพราะสินค้าบางชื้นก็หมดไปตั้งแต่ FINAL SALE แล้ว และ CLEARANCE นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีให้เห็นทุกปี ถ้าเศรษฐกิจปีไหนดี ปีนั้นก็จะไม่ค่อยเห็นว่ามีลดกันกระหน่ำเท่าไรนัก
ที่ว่าเศรษฐกิจนั้นมีผลกับระดับการลดกระหน่ำก็เพราะผมมองว่าฮ่องกงนั้นต้นทุนในการทำธุรกิจหลักๆ ก็คือค่าเช่าพื้นที่ที่เป็นปัจจัยหลักที่เสี่ยงต่อการทำกำไรของธุรกิจมาก ซึ่งถ้าปีไหนเศรษฐกิจไม่ดี ทางร้านเค้าขอเอาปริมาณขายเข้าว่าเป็นหลักเพื่อกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสเงินสด แล้วก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน โดยเฉพาะต้นทุนที่ต้องจ่ายอย่างค่าเช่าพื้นที่ที่เป็น fixed cost อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าคนไทยคนไหนอยากมาฮ่องกงเพื่อช้อปปิ้งแล้วล่ะก็ ให้ไปเปิดดูสภาพตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกงในปีนั้นดูในอินเตอร์เน็ทก็พอแล้วครับ ยกตัวอย่างเช่น ในบางปีอาจมีคนบ่นเยอะว่าของที่ฮ่องกงไม่ค่อยถูกกว่าเมืองไทยเท่าไรเลย (อาจเพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้นเยอะด้วย) ส่วนปีที่ตลาดหุ้นไม่ค่อยดี จึงจะมีให้เห็นการลดแบบจุใจกันเยอะ คนไทยก็เลยช้อปกันกระจุย
เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งสำหรับคนที่มาทัวร์ช้อปปิ้งที่ฮ่องกงก็คือ เราต้องรู้ว่าช่วงที่มานั้นมันลดกระหน่ำถึงที่สุดจริงหรือเปล่า บางคนมาแล้วก็บ่นว่าลดไม่เท่าไรเลย คือถ้ามาก่อนก็ลดน้อย ถ้ามาหลังเกินไปก็ไม่ลดเลย มันต้องหาจังหวะที่พอดีๆ ครับ แล้วการที่จะรู้ว่าลดจริงหรือไม่ก็คงต้องอาศัยตามเช็คข่าวจากคนในพื้นที่แหละครับ แต่คนในพื้นที่ก็คงไม่สามารถตามอัพเดทข่าวได้ถูกต้องแม่นยำ เพราะวันๆ ต้องคอยทำงานหาเลี้ยงปากท้อง ถ้าไม่ได้แฉลบไปในแดนนักช้อปปิ้งก็คงจะไม่รู้เหมือนกันว่ามันลดกันเท่าไรแล้ว หลักการเรื่องการดูแนวโน้มเศรษฐกิจก็ช่วยทำให้ผมเห็นภาพขึ้นเยอะว่าปีไหนคู่ควรกับการไปช้อปกระจายหรือไม่ แล้วก็อาศัยจังหวะในการดูรอยต่อของหน้าร้อนกับหน้าหนาว มาเป็นตัววัดนี่เอง
ในปีที่ผ่านมาผมได้จับเคล็ดลับเพิ่มเติมได้อีกหนึ่งจุด จริงๆ เป็นเพียงแค่เส้นผมบังภูเขาไปเท่านั้นเอง เพราะถ้าเราดูปฏิทินจีนเป็นก็จะบอกได้ว่าปีไหนหน้าหนาวเข้าเร็วหรือเข้าช้า จุดสังเกตง่ายๆ คือในฮ่องกงจะมีวันหยุดประจำชาติที่เรียกว่า Mid Autumn Festival หรือก็ตรงกับวันไหว้พระจันทร์ของบ้านเรานี่เอง ผมสังเกตมาหลายรอบแล้วว่า พอพ้นวันนี้เมื่อไร ผมไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ในห้องนอนอีกต่อไป เพราะอากาศจะเริ่มเย็นสบายพอดีๆ ดังนั้น ถ้าจะเดาช่วงลดกระหน่ำแบบเหมาะๆ ก็ให้มา 3 – 4 อาทิตย์ก่อนหน้าวันไหว้พระจันทร์นี่แหละครับ ถึงเหมาะที่สุด แต่เทคนิคนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครับ แค่เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมการลดราคาในฮ่องกงมาในช่วง 4 - 5 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง แต่ถ้ามาเที่ยวฮ่องกงแล้วเจอหน้าผมเมื่อไร ก็เรียกหาบัตรลดได้ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น