วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ตอนที่ 8 – เปิดเทอม

วันที่มีความสำคัญประจำปีอีกวันหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือวันเปิดเทอมนั่นเอง เพราะเวลาเปิดเทอมของน้องๆ นักเรียนนักศึกษาในเมืองไทยนั้นมีความสำคัญสำหรับการเดาสภาพจราจรในการเดินทางไปทำงานและการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้าของนักเรียนครับ แต่สำหรับในฮ่องกงแล้ว เวลาเปิดเทอมกับปิดเทอมจะไม่เหมือนกันกับเมืองไทย แล้วก็รู้สึกว่าจะไม่เหมือนกับของในญี่ปุ่นด้วย

ฮ่องกงกำหนดไว้ว่าคนฮ่องกงต้องมีการศึกษาระดับมัธยมต้นเป็นอย่างต่ำครับ ซึ่งก็แน่นอนว่าระบบการศึกษาของฮ่องกงนั้นพัฒนามาจากระบบอังกฤษเป็นหลัก (เพราะเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน) ซึ่งก็จะมีสองเทอมใหญ่ แล้วก็หนึ่งเทอมช่วงซัมเมอร์ เทอมแรกจะเริ่มเปิดกันในวันที่ 1 กันยายน หรือไตรมาสสี่ของบริษัทกันน่ะครับ วันนี้จึงเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งในฮ่องกง เพราะนอกจากจะเป็นวันเปิดเทอมของนักเรียน วันเปิดไตรมาสที่สี่ของพนักงานบริษัทแล้ว มันยังเป็นวันเกิดของผมด้วย ซึ่งของแถมที่ตามมาก็คือการที่รถติดขึ้น ซึ่งมันก็คงเป็นของตายที่ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็เจอแบบนี้หมด แต่เวลาเข้าเรียนของเด็กประถมกับมัธยมนั้นจะมีเวลาที่ต่างกัน แล้วเวลาทำงานของคนทำงานก็ต่างกันไปขึ้นกับแต่ละบริษัทด้วย การจราจรจึงยังไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือเกิดความเครียดเหมือนบ้านเราในกรุงเทพฯ จนเกินไปนัก รถไฟฟ้าในฮ่องกงก็มีวิ่งเข้าจุดสำคัญๆ ในตัวเมืองอย่างทั่วถึงอย่างกับเครือข่ายแมงมุม

เด็กอนุบาลถึงประถมจะสามารถเลือกเข้าเรียนได้อยู่ 2 กะ (อย่างกับเฝ้ายาม) กะเช้าตรู่ช่วงเจ็ดโมงครึ่งกับกะสายๆ ช่วงสิบโมงครึ่ง ส่วนเด็กมัธยมที่เหลือจะเข้าเรียนช่วงแปดโมงครึ่ง แล้วมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกกระผมก็จะตาละห้อยทยอยไปเข้างานกันตอนเก้าโมงเช้า แต่ก็ขึ้นกับลักษณะงานของแต่ละคนเช่นกันครับ ลักษณะงานของผมนั้นเป็นงานที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่กับโต๊ะ แล้วก็นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตั้งสมมติฐานการคำนวณทางสถิติแล้วก็ใช้ความคิดความเข้าใจเพื่ออธิบายในตัวหลักการของสมการเพื่อนำมาใช้ในเชิงธุรกิจ ที่กล่าวมานั้นหมายความว่างานบางแบบสามารถเข้างานสายได้ (ถ้าในช่วงเวลานั้นไม่มีประชุม) และบางทีถ้าเบื่อที่จะนั่งก็อาจจะเดินจงกลมไปคิดเลขไปก็มี

หลายคนอาจจะตั้งคำถามแล้วว่า แล้วเด็กมหาวิทยาลัยล่ะ เค้าเรียนกันตอนไหน ถ้าเป็นปริญญาตรีก็คงมีเวลาเรียนกันเหมือนประเทศไทยเรา แต่ถ้าเป็นปริญญาโทล่ะก็ ส่วนใหญ่จะเรียนกันช่วงเวลา 7 โมงเย็น ถึง 9 โมง (หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม) ซึ่งก็ค่อนข้างดึกทีเดียว และที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคนฮ่องกงเค้าเปิดโอกาสให้คนที่เรียนภาคค่ำ (พาร์ทไทม์) มากเป็นพิเศษ ซึ่งถ้านับหัวกันจริงๆ แล้ว คนฮ่องกงที่เรียนปริญญาโทจะเลือกเรียนเป็นแบบพาร์ทไทม์ถึง ร้อยละ 80 90 (ประมาณว่าในชั้นเรียนมี 100 คน มีแค่ 10 20 คนที่เป็นนักเรียนภาคปกติเท่านั้น) จึงเป็นเรื่องปกติของคนฮ่องกงที่พอจบปุ๊ปก็จะเริ่มทำงานปั๊ป แล้วถ้างานเริ่มอยู่ตัวแล้ว คนเหล่านั้นก็เริ่มหันไปสอบวิชาชีพพิเศษ (ของนักบัญชี นักการเงิน หรือของแอคชัวรี เป็นต้น) หรือไปเรียนต่อภาคค่ำเพื่อเพิ่มวุฒิให้ตัวเอง

แล้วระยะเวลาของเทอมหนึ่งๆ ก็ค่อนข้างเหมือนกับเมืองไทยครับ คือประมาณสามเดือนครึ่งแล้วที่เหลือก็เป็นช่วงสอบซึ่งก็ขึ้นกับการตกลงกับอาจารย์วิชาใครวิชามันว่าจะสอบกันช่วงไหน ดังนั้นถ้าเริ่มเปิดเทอมตอนเดือนกันยายน ก็จะเรียนกันเสร็จในช่วงกลางเดือนธันวาคมแล้วก็เริ่มสอบกันให้เสร็จก่อนวันคริสต์มาส จากนั้นก็เที่ยวกันได้

ส่วนเทอมสองก็จะเริ่มในสัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคม (แต่คนไทยเราจะฉลองวันเด็กแห่งชาติ) แล้วก็ไปเสร็จในช่วงปลายเดือนเมษายน เพราะเทอมสองนี้จะมีช่วงตรุษจีน, เชงเม๊ง, และเทศกาลไหว้อากงอาม่าอีกมากมาย ทำให้ได้หยุดกันเยอะ จากนั้นก็สอบกันในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เป็นอันแฮปปี้เอนดิ้งไปอีกปี

ส่วนเทอมซัมเมอร์หน้าร้อนที่เหลือก็จะเป็นช่วงหนึ่งเดือนครึ่งสั้นๆ ที่ต้องมาเรียนในช่วงฤดูร้อนตับแตกที่ร้อนแลบกว่าเมืองไทย ซึ่งก็แล้วแต่โรงเรียนว่าจะเริ่มเปิดเร็วหรือเปิดช้า แต่ก็จะยังอยู่ในช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคมเป็นหลัก


ช่วงเทอมหนึ่งนี้จะเป็นช่วงหน้าฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวตอนต้น ส่วนเทอมสองนี้จะเป็นช่วงหน้าหนาวแล้วก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แล้วเทอมซัมเมอร์ก็คือหน้าร้อนที่ร้อนอบอ้าวเลย เพราะร้อนแบบเมืองไทยนั้นยังพอทนได้ที่ยังมีลมระบายให้เหงื่อระเหยออกไปได้เร็ว แต่ร้อนแบบฮ่องกงสิครับ ลองนึกภาพอากาศร้อนๆ เหงื่อแตกแล้วก็ไปนั่งอยู่ในโรงยิมหรือห้องซาน์วน่าดูสิครับ เหงื่อออกแต่ระเหยไม่ออก เพราะฮ่องกงติดกับทะเลเลยทำให้อากาศชื้นมากเป็นพิเศษในช่วงหน้าร้อนด้วย ส่วนหน้าหนาวก็จะหนาวแบบแห้งๆ ทำให้ผิวแตกง่าย ถึงแม้ว่าคนบางคนที่คิดว่าตัวเองหน้าหนาแล้วก็ตามครับ

ดังนั้นแล้วชุดนักเรียนของที่นี่จึงต้องแบ่งเป็นชุดหน้าร้อนกับชุดหน้าหนาว ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนก็คงไม่พ้นต้องมานั่งปวดหัวหาชุดนักเรียนให้ลูกๆ ใส่ทุกครั้งที่เปิดเทอมใหม่

เรียนให้สนุก เรียนให้รู้ แล้วก็เรียนเพื่อเอาไปใช้จริงครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น