วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตอนที่ 9 – วิธีการรับปริญญาแบบฉบับฮ่องกง

ตอนนี้คงเป็นตอนที่เล่าถึงเรื่องราวแห่งความสุข เพราะเป็นตอนที่ย้อนไปถึงเทศกาลของวันรับปริญญากันในฮ่องกง ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เนื่องจากอากาศในช่วงหน้าหนาวนั้นมันเหมาะกับการใส่ชุดครุยรับปริญญามาก ขืนมัวให้ใส่ในหน้าร้อนหรือหน้าฝนก็ไม่ไหว ดังนั้นแล้วอากาศในช่วงนี้จะสบายๆ อยู่ที่ 21 24 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะกับการถ่ายรูปเพื่อรับปริญญามากที่สุด

ในช่วงทำงานไปด้วยก็ได้เรียนภาคค่ำไปด้วยจนได้รับปริญญาโทในฮ่องกงถึงสองครั้งครับ ก็เลยมีประสบการณ์ที่ได้สังเกตว่าคนที่นี่เค้าทำยังไงกัน มาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มแรกก็คือเรื่องเสื้อครุยที่จะต้องไปเช่าหรือตัดซื้อข้างนอกเอา ชุดครุยแบบสวมทับนี้ถูกกว่าที่คิด มีแค่สามชิ้นแล้วก็ให้เช่าได้ 10 สัปดาห์ในราคาเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญ จากนั้นก็มาเป็นตารางเวลาในการรับปริญญาของแต่ละมหาวิทยาลัย และแต่ละคณะ ซึ่งก็ทราบกันอยู่แล้วว่าพื้นที่ฮ่องกงนั้นเล็กมาก ดังนั้นการรับปริญญาจึงแบ่งซอยย่อยออกเป็นสัปดาห์เลย แล้วก็ไม่มีวันเสาร์กับวันอาทิตย์ มีแค่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เท่านั้น

ในปีที่แล้วคณะวิศวกรรมการเงินโดนวันพฤหัส นั่นก็หมายความว่าพวกเราต้องลาหยุดเพื่อไปรับปริญญา ผมซึ่งเป็นคนไทยก็จะเห็นว่าการรับปริญญานั้นต้องเตรียมตัวกันอย่างมาก ก็เลยถามหาวันซ้อมรับปริญญา แต่กลับได้คำตอบจากเพื่อนว่า ซ้อมรับปริญญานั้นคืออะไรเหรอ ทำไมต้องซ้อมให้ยุ่งยากด้วย แค่จะไปรับยังไม่รู้ว่าจะไปดีหรือเปล่า

ไม่ใช่เพื่อนผมที่แปลกหรอกครับ ผมต่างหากที่แปลกในสายตาของเพื่อน เพราะเราเห็นว่าการรับปริญญามีอยู่เพียงครั้งเดียว อุตส่าห์ทุ่มแรงทุ่มใจเรียนไปตั้งนาน วันรับปริญญาก็คือวันที่เฝ้ารอ แต่เพื่อนๆ คนฮ่องกง (หมายถึงคนที่เป็นคนฮ่องกงจริงๆ ไม่ใช่นักเรียนจากต่างประเทศแบบผม) กลับมองเป็นว่ามันเป็นเรื่องที่เสียเวลางาน  แล้วประมาณหนึ่งในสี่ของเพื่อนๆ ที่จบด้วยกัน ก็จะไม่มากันในวันรับปริญญากันครับ แต่เค้าจะนัดกับเพื่อนๆ ในกลุ่มเพื่อนถ่ายรูปหมู่กันเองมากกว่าในวันที่เค้าไม่ต้องไปทำงาน เช่น วันเสาร์และวันอาทิตย์ เป็นต้น

คนที่นี่ รวมทั้งผมนั้น เวลานัดก็นัดกันหลายสัปดาห์ด้วย เช่นสัปดาห์แรกนัดกับญาติพี่น้อง สัปดาห์ที่สองนัดกับเพื่อนที่เรียนจบมาด้วยกัน สัปดาห์ที่สามก็ค่อยนัดกับเพื่อนในที่ทำงานในบริษัท สัปดาห์ถัดมาก็นัดกับเพื่อนในวงการอาชีพเดียวกัน

สิ่งที่ผมมองไปในแนวคิดของคนฮ่องกงนั้นก็คือเค้าไม่ชอบอะไรที่เป็นพิธีรีตรองน่ะครับ ยิ่งถ้ากระทบเวลางานของเค้าด้วยล่ะก็ เค้าจะให้ความสำคัญกับงานที่เค้ารับผิดชอบก่อน เพราะเค้าบอกว่าไปพิธีรับปริญญาก็ไม่ได้ช่วยให้เค้าก้าวหน้าอะไรขึ้นมา

กล่อมกันไปกล่อมกันมา ผมก็เริ่มเออออห่อหมกไปกับเค้าด้วย แทนที่จะลาหยุดทั้งวันก็ขอลาเป็นครึ่งวันแทน ประมาณว่าทำงานกินข้าวเที่ยงเสร็จปุ๊ป ก็ถือชุดครุยใส่ถุงพลาสติกแล้วก็นั่งรถไฟฟ้าไปมหาวิทยาลัยในตอนบ่าย เอาแบบให้เฉียดเวลาเริ่มพิธีให้ฉิวๆ เลย ประมาณว่าถ้าไปไม่ทันก็อดรับ แต่เราลองมาฟังขั้นตอนของพิธีดูก็แล้วกันครับ

ขั้นแรกก็เริ่มจากการเอาคูปองที่เค้าเคยส่งไปรษณีย์มาให้ที่บ้านไปยื่นหน้าเคาน์เตอร์หน้าหอประชุมเพื่อลงทะเบียนรายงานตัว จากนั้นเค้าก็เริ่มงานโดยการมีตัวแทนนักเรียนขึ้นไปกล่าวอำลาให้เป็นพิธี แล้วก็มีการมอบตำแหน่งอาจารย์ดีเด่น นักเรียนดีเด่น รวมถึงการมอบปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิตให้ โดยในปีที่แล้วนั้นมี เจ้าของ Hopewell ที่อายุได้ 80 กว่าปีได้เป็นคนรับไป (ผมจำเค้าได้เพราะเค้าเคยมากล่าวปาฐกถาเรื่องการทำธุรกิจของ Hopewell สำหรับนักเรียน MBA ด้วย แล้วตอนนั้นผมก็ถามเค้าไปว่าทำไม Hopewell ที่เมืองไทยถึงทำไม่ขึ้น)

จากนั้นก็ถึงคิวของพวกเรา สั้นๆ ง่ายๆ ครับ เพียงก่อนขึ้นเวที ก็เอาคูปองใบนั้นยื่นให้พนักงานที่อยู่ข้างล่างไปอ่านบาร์โค้ต (เหมือนในห้างสรรพสินค้าเวลาจ่ายเงิน) แล้วชื่อมันก็จะไปปรากฎบนหน้าคอมพิวเตอร์ของคนอ่านบนเวที เท่านี้แหละครับ รับรองไม่มีการเรียกชื่อกันผิด ไม่ต้องซ้อมรับปริญญาหรือคอยมานั่งนับว่าเพื่อนข้างๆ เราจะอยู่มั๊ย แล้วชื่อมันจะสลับกับเรารึเปล่า

แล้วช่วงจังหวะบนเวทีนั้นเอง ก็เป็นแค่การจับมือ มีการถ่ายวีดีโอ แต่ไม่มีการถ่ายรูปบนเวที แล้วก็เดินลงตัวเปล่า ถือหมวกใบเดิมไว้แก้เขิน เพราะว่าใบปริญญาจริงๆ เค้าจะให้ไปรับอีกทีตอนหลังจากนี้อีกสองสัปดาห์ เป็นอันว่าพิธีก็จบครับ นี่ยังดีที่บอกให้คนที่บ้านในกรุงเทพฯ ไม่ต้องบินมา เพราะผมจะบินกลับไปเอง ก็ชุดครุยเค้าให้เช่าได้ 10 สัปดาห์นี่ครับ ก็เลยหิ้วชุดครุยกลับไปถ่ายที่เมืองไทยซะเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น