อยู่ฮ่องกงทำงานไปด้วยเรียนหนังสือไปด้วย พอกว่าจะจบได้ก็ต้องมีพิธีรับปริญญากันหน่อย แต่ถึงกระนั้น พิธีรับปริญญาที่ฮ่องกงก็ช่างง่ายดายจนแทบไม่มีอะไรซะเลย เพื่อนๆ ในฮ่องกงก็ทำงานกันปกติจนถึงเวลาพักเที่ยง กินข้าวเสร็จก็เดินตัวปลิวถือถุงพลาสติกที่ใส่ชุดครุยไว้ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าไปมหาวิทยาลัย
พอถึงที่ก็แปลงร่างใส่ครุยสีดำ แล้วก็ใส่หมวกซะหน่อย ไปยื่นคูปองบัตรคิวเพื่อลงทะเบียน แล้วก็ยืนรอหน้าห้องประชุม ซึ่งทุกอย่างของที่นี่เป็นบาร์โค้ดหมดครับ เอาเครื่องสแกนแล้วก็เดินเข้าหอประชุมไปเลย รายชื่อก็จะไปอยู่ในคอมพิวเตอร์หมด แล้วพอเวลาประกาศชื่อ เราก็แค่ไปทาบบัตรก่อนที่จะก้าวขึ้นเวทีเพื่อให้ชื่อเราปรากฎบนจออีกทีจะได้ให้คนอ่านประกาศชื่อได้ถูกต้อง
จบแล้วก็ตัวใครตัวมันครับ พิธีทุกอย่างเสร็จภายใน 2 ชั่วโมง อะไรมันจะเอ็กเพรสขนาดนั้น ตัวปริญญาเองก็ให้มารับเอาทีหลังกับสำนักทะเบียน หรือไม่ก็ส่งไปรษณีย์ตามหลังไปให้ก็ได้
ส่วนชุดครุยที่เช่าไว้ก็มีเวลาให้ใช้ถึง 10 สัปดาห์ ปกติคนที่นี่ก็เลยวางแผนทยอยกันถ่ายรูปในช่วงวันเสาร์หรืออาทิตย์ ผมก็เลยได้มีสิทธิ์ถ่ายรูปกับเพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงานที่ฮ่องกงก่อน จากนั้นค่อยบินกลับเมืองไทยหิ้วชุดครุยไปถ่ายรูปกับครอบครัวและเพื่อนฝูงที่เมืองไทยทีหลัง
สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ การกลับมาที่บ้านของเราเองที่เมืองไทย เพื่อเก็บภาพที่ระลึกไว้กับครอบครัว ซึ่งจะเห็นได้จากในภาพว่าทุกคนยิ้มแย้มดีใจกับความสำเร็จของคนที่ได้จบปริญญากันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนเก่าๆ ที่เคยทำงานด้วยกันมาในเมืองไทย เรียกได้ว่าชุดครุยที่เช่ามานี้ได้ถูกใช้อย่างสุดคุ้ม
อย่างไรก็ตาม หลังจากเรียนจบปริญญาใบนี้มาแล้ว ทำให้ผมมั่นใจขึ้นได้ว่า ปริญญาไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราเก่งขึ้นหรือดูสูงส่งขึ้นเลย หากแต่มันเป็นเพียงแค่สิ่งๆ หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเพียรมานะอุตสาหะของคนที่เลือกประกอบวิชาชีพเพื่อความก้าวหน้าในอนาค ในส่วนตัวแล้วผมถือว่ามันเป็นรางวัลชิ้นหนึ่งที่ช่วยทำให้คนรอบข้างเราภูมิใจและดีใจกับสิ่งที่เราไขว่คว้ามา เพราะเค้าหวังว่าเราจะประสบความสำเร็จจากมัน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตการทำงานที่ได้สัมผัสจากการทำงานในหลายๆ ประเทศแล้วนั้น ก็เป็นตัวยืนยันที่บอกได้ว่า ปริญญามันเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่านั้น ซึ่งพิสูจน์เห็นได้ชัดว่าคนฮ่องกงจะให้ความสำคัญของปริญญาน้อยกว่าคนไทยบางคนโดยเฉพาะน้องๆ ที่เรียบจบมาใหม่ๆ ที่มองเห็นปริญญาว่าเป็นตัวการันตีแห่งความสำเร็จของหน้าที่การงาน คนฮ่องกงส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเรียนปริญญาโทไปด้วย ทำงานไปด้วย เพราะเค้าถือว่าประสบการณ์ในการทำงานเท่านั้น ที่จะนับความมีคุณค่าของสายวิชาชีพ
เวลาสัมภาษณ์งานคนฮ่องกงเค้าจะไม่ถามเราว่าเราจบปริญญาอะไรมาบ้าง แต่เค้าจะถามว่าในชีวิตนี้คุณทำอะไรสำเร็จแล้วมาบ้าง น่าคิดนะครับอันนี้ เพราะมันบ่งบอกถึงสิ่งที่คนถามให้ความสำคัญในการสัมภาษณ์งาน
อ้อ... ลืมบอกไปครับ หลังจากรับปริญญาทางด้านวิศวกรรมการเงินแล้ว ผมก็ยังตัดสินใจเรียนต่อ MBA เพื่อให้ได้ความรู้ในอีกมิตินึง ปริญญาโทใบแรกเป็นแบบเฉพาะทางด้านการเงิน (เชิงลึก) ส่วนใบที่สองที่เป็น MBA ก็จะมุ่งเน้นการจัดการแทน (เชิงกว้าง) โดยที่ตัดสินใจไปก็เพราะอยากจะเรียนเอาสนุก เรียนเพื่อจะได้มีโอกาสสังเกตความคิดของเพื่อนๆ ในอีกกลุ่มหนึ่งและในอีกมุมหนึ่ง
การเรียนปริญญาโทใบที่สองนี้ก็ใช้เวลาอีกถึง 2 ปี ในตอนนั้นก็เลยตั้งเป้าว่าจะไม่หวังเรียนเพื่อเอาเกรด แต่จะเรียนเพื่อเจียระไนความคิดของตัวเองให้ตกผลึกเป็นตัวของตัวเราเองยิ่งขึ้น (แต่ก็คงไม่ถึงกับจะตั้งทฤษฎีเอง... แหะๆ) แล้วตอนนี้ก็สังเกตเห็นมีเพื่อนในชั้นเรียน MBA หลายๆ คนที่มีวัตถุประสงค์คล้ายๆ กับของผม ทำให้เราเรียนแบบแลกเปลี่ยนแนวความคิดกัน การเรียนก็เลยยิ่งสนุกมากยิ่งขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น