วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตอนที่ 11 - คิดแบบคนฮ่องกง

นานาจิตตัง ต่างคนต่างความคิด แต่ความคิดหรือทัศนคติที่ดีที่ถูกต้องก็สามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ประหยัดเวลา แถมไม่ต้องเปลืองแรง เปลืองทรัพยากร สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเห็นได้จากการทำงานในฮ่องกงครับ ถึงแม้ว่าผมเรียนจบวิศวกรรมอุตสาหการซึ่งเป็นวิชาที่เน้นเรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพ พอมาเห็นวิธีการทำงานว่องไวทันใจแบบฮ่องกงที่นี่เข้าก็รู้สึกว่าวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาขึ้นสนิมทันตา ไม่เชื่อลองมาเที่ยวที่ฮ่องกงแล้วสังเกตระบบต่างๆ ของเค้าสิครับ

กับครั้งแรกที่เท้าผมเหยียบฮ่องกงนั้น ผมมาในฐานะนักท่องเที่ยวซะมากกว่า (ถึงแม้ว่าจะอยู่เพื่อเข้าเทรนนิ่งด้วยก็เถอะ) แต่กับครั้งที่ผมต้องทำงานในฐานะแอคชัวรีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่ฮ่องกงแล้วนั้น บทเรียนแรกที่ได้รับก็คือถ้าเค้าจ้างแอคชัวรี ไม่ใช่จ้างหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้น เค้าหวังว่าผมควรต้องทำให้ได้ดีกว่าหุ่นยนต์ โจทย์นี้ตอบยากครับ เพราะใครมันจะไปทำงานให้ดีกว่าหุ่นยนต์ได้ แต่สิ่งที่คนทำได้ดีกว่าหุ่นยนต์ก็คือ คนเราคิดเป็น ซึ่งก็แน่นอนครับ แอคชัวรีไม่ใช่หุ่นยนต์ แต่แอคชัวรีสามารถคิดอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่าหุ่นยนต์

ประสิทธิภาพ กับ ประสิทธิผล
มีตัวอย่างให้เห็นกันว่าวิศวกรมักจะมองแต่การสร้างสิ่งต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพแต่ลืมนึกถึงประสิทธิผล เช่น พัฒนาเครื่องยนต์ที่สามารถเพิ่มระยะวิ่งได้ต่อน้ำมันหนึ่งลิตร (มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น Do the thing “right”) แต่พอติดตั้งเสร็จกลับลืมไปว่ามันทำให้น้ำหนักของตัวรถเพิ่มขึ้นแล้วก็ซดน้ำมันเพิ่มขึ้นไปอีก (ไม่ได้ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันขึ้นเลย – forget to do the “right” thing”) แต่ถ้าวิศวกรคนนั้นเข้าใจภาพรวมของท้องถนนและสภาพอากาศที่รถจะเอาไปวิ่งได้เป็นอย่างดีด้วยล่ะก็ การปรับรูปแบบตัวถังรถหรือสภาพของล้อรถให้เหมาะสมก็อาจจะทำให้ประหยัดน้ำมันได้เหมือนกัน

9 ลบ 4 เป็นเท่าไร
ถ้ามีใครถามว่าเอา 9 ลบ 4 ว่าได้เท่าไร คนฮ่องกงจะไม่ตอบว่า 5 ในทันที (นี่ไม่ใช่ปัญหาเชาว์ครับ อย่าคิดมาก) แต่จะถามก่อนว่าตัวเลข 2 นี้มีที่มาจากไหน ตัวเลข 3 นั้นมีความเป็นมาได้ยังไง แล้วต้องการเอาผลลัพธ์ไปใช้ทำเพื่ออะไร จริงๆ แล้วเอา 2 มาบวกกับ 3 นั้นจะง่ายกว่าไหม เพราะมันก็ได้คำตอบเท่ากับ 5 เหมือนกัน แต่วิธีการที่จะไปหาเลข 2 กับเลข 3 นั้นอาจจะง่ายกว่าไปควานหาเลข 9 กับเลข 4 มาใช้ หรือไม่ก็เพราะมันอธิบายและสะดวกกับการนำไปใช้ได้ง่ายกว่าก็เป็นได้ ถ้าคิดว่าคำตอบนั้นเป็นคำตอบที่สำคัญมากต่อการตัดสินใจขององค์กร ผมต้องรู้ที่มาที่ไปของตัวเลข 2 ซึ่งถ้าสมมติว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะเปลี่ยนเป็นตัวเลข 1 ได้เหมือนกัน คำตอบที่ออกมาก็จะกลายเป็น 4 ซึ่งไม่ใช่ 5 อีกต่อไป ดังนั้นแอคชัวรีก็จะอธิบายต่อไปอีกว่าผลลัพธ์ที่เท่ากับ 5 นี้ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถานการณ์ปกติที่สมมติไว้เท่านั้น ถ้าเกิดเหตุการณ์ผันผวนอีกอย่างขึ้นผลลัพธืที่เคยได้ไว้ว่าเท่ากับ 5 ก็จะลดลงมาเหลือเท่ากับ 4 ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ลดลงมานี้ ก็จะถูกวิเคราะห์และอธิบายให้คนที่ตั้งคำถามได้ฟัง ซึ่งจะเห็นว่าถ้าเป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องคิดเลขล่ะก็ จิ้มตัวเลขสองสามปุ่มก็จะมีคำตอบออกมาเลย แต่คำตอบนั้นเป็นคำตอบที่ไม่มีชีวิต เป็นแค่ตัวเลขทื่อๆ ที่ไม่สามารถบรรเลงท่วงทำนองและเรื่องราวได้ครับ

ตัวอย่างนี้ก็ประยุกต์กับการทำงานอย่างอื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้ครับ เพราะจะสังเกตเห็นได้ว่าคนฮ่องกงที่ทำงานเป็น จะคิดเป็น โดยเวลามีใครสั่งให้เค้าทำอะไร เค้าจะไม่ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ (ถึงแม้จะทำงานแบบคนไร้หัวใจก็ตามเถอะ) แต่เค้าจะคิดก่อนทำเสมอ เหมือนกฎของช่างไม้ที่วัดสองครั้งตัดครั้งเดียว ซึ่งก่อนจะลงมือทำก็ต้องคิดวางแผนดีๆ ก่อน เพราะถ้าทำไปแล้วจะลงมือแก้ไขทีหลังมันจะลำบาก และผมก็สังเกตต่อไปอีกว่าเพราะระบบการศึกษาของที่นี่เค้าสอนให้คิด ไม่ใช่ท่องจำ เวลาทำงานเค้าถึงทำด้วยความเข้าใจ โดยรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ใช่คนทุกคนในฮ่องกงคิดเป็นซะหมดครับ ทุกๆ ที่ก็จะมีคนหลายๆ ชนิดแตกต่างกันไป ส่วนระบบการศึกษาไทยแต่ดั้งเดิมนั้นสอนให้ท่องจำแต่ในตำรา แต่หัดตั้งคำถามที่ดีและคิดให้แตกฉานไม่เป็น นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอีกเรื่องหนึ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น